BG Goal Preview All News

เส้นทางชีวิตนักฟุตบอลอาชีพของ "เก้ง" สันติภาพ จันทร์หง่อม

9 พ.ค 2563

ตอนที่ 2 แข้งอาชีพ

"เก้ง" สันติภาพ จันทร์หง่อม ใช้ชีวิตนักฟุตบอลของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจาก ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย และเข้าสู่ช่วงเวลาครั้งสำคัญในเส้นทางลูกหนังเพราะจากนี้เจ้าตัวจะต้องเปลี่ยนสถานะจาก "ฟุตบอลนักเรียน" สู่ "นักฟุตบอลอาชีพ"

"อย่างที่ผมบอกไปว่าอาชีพนักฟุตบอลคืออาชีพในฝันของผม ดังนั้นผมจึงตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่าจะต้องเดินบนเส้นทางสายนี้ให้ได้ และเป็นความโชคดีของผมที่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพตั้งแต่ ม.5 โดยตอนนั้นทีมฟุตบอลราชวิถี ได้ติดต่อมายังโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เพื่อนำนักฟุตบอลของโรงเรียนไปเล่นฟุตบอลอาชีพในระดับดิวิชั่น 2 ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างว่าการเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นอย่างไร ยอมรับว่าตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ยากมากสำหรับเด็กมัธยมฯ กับการเล่นฟุตบอลอาชีพ ที่ต้องเจอกับนักฟุตบอลที่มีอายุมากกว่า ประสบการณ์เยอะกว่า โดนเตะ โดนขู่สารพัด ซึ่งผมมองว่ามันหนักเกินไปสำหรับเด็กวัยเพียง 17 ปี จึงไม่อยากเอาตัวเองมาเสี่ยงหากได้รับบาดเจ็บ และมองว่าอนาคตเรายังอีกไกล ผมจึงบอกโค้ชว่าขอเล่นเพียงแค่เลกเดียวและรอเวลาเมื่อเราพร้อมมากกว่านี้จะดีกว่า"

จากนั้นทางโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้เป็นพันธมิตรกับสโมสรบีอีซี เทโร หรือว่า โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน ทำให้นักฟุตบอลหลายคนของโรงเรียนฯ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทัพ "มังกรไฟ" เช่นเดียวกับ "เก้ง" ทำให้เขาได้เล่นฟุตบอลอาชีพอีกครั้งกับสโมสร บีซีซี เทโร ในลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 แม้ว่าปีแรกกับ บีซีซี เทโร ของ สันติภาพ จันทร์หง่อม จะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แต่นั่นก็ทำให้เจ้าตัวได้เรียนรู้และทบทวนข้อเสียของตัวเองและพัฒนาให้ดีขึ้น

"ปีแรกที่ผมเล่นกับ บีซีซี เทโร ผมใช้เวลาส่วนใหญ่บนม้านั่งสำรอง แต่ผมไม่เสียดายเลยที่ไม่ค่อยได้เล่น ผมกลับคิดว่าเราต้องตั้งใจฝึกซ้อมรวมถึงดูการเล่นของรุ่นพี่และนำมาศึกษา เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง พัฒนาให้ดีขึ้น แม้จะมีบางอารมณ์ที่รู้สึกท้อ แต่เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพื่อรอโอกาสที่จะมาถึง นับเป็นหนึ่งปีที่ผมพัฒนาในเรื่องมุมมองการใช้ชีวิต การอดทน ได้เรียนรู้ตัวเองครับ"

แม้จะไม่ได้รับโอกาสลงสนามกับต้นสังกัดมากนัก แต่ เก้ง ก็ยังได้รับโอกาสในทีมชาติ หลังมีชื่อติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ชุดชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศเมียนมา ภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ซึ่งเป็นบุคคลที่ เก้ง ยกให้เป็นผู้ชุบชีวิตเส้นทางลูกหนังให้กับตัวเองเลยทีเดียว

"ก่อนหน้าที่ผมจะติดทีมชาติไทยรุ่นอายุ 19 ปี ผมเคยติดทีมนักเรียนไทยรุ่นอายุ 18 ปีมาก่อน แล้วเคยอุ่นเครื่องกับทีมชาติไทยชุด 19 ปี ทำให้ พี่เตี้ย เห็นฟอร์มผมในตอนนั้นและเรียกผมไปติดทีมชาติไทยชุด 19 ปี เพราะผมเล่นได้ทั้งสองเท้า เล่นได้ทั้งแบ็คขวาและซ้าย แต่ก็ยังไม่ได้เป็นตัวหลักในทีมชาติอยู่ดี"

"หลังจากจบทัวร์นาเม้นท์ 19 ปี ชิงแชมป์เอเชียที่เมียนมา ผมก็กลับไปรับใช้ต้นสังกัดเหมือนเดิม แต่ก็มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกับ "โค้ชเตี้ย" อีกครั้ง เมื่อแกได้รับงานคุมสโมสรแอร์ฟอร์ซ ที่เล่นในศึกดิวิชั่น 1 และอยากได้ผมไปร่วมทีมด้วย แอร์ฟอร์ซ ในตอนนั้นเต็มไปด้วยผู้เล่นพลังหนุ่มหลายคนไม่ว่าจะเป็นผม, กิตติไกร จันทะรักษา, นพพล พลคำ, อภิสิทธิ์ โสรฎา, ยศศักดิ์ เชาวนะ, เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ แต่เราสามารถจบอันดับ 4 ในลีกได้สำเร็จ ทำให้ในปีต่อมา พี่เตี้ย ตั้งเป้าหมายที่จะพาทีม แอร์ฟอร์ซ เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดให้ได้ และเราก็ทำได้สำเร็จ แต่ปีต่อมานักเตะหลายคนก็กระจัดกระจายย้ายทีมออกไปเช่นเดียวกับผมที่ต้องกลับ โปลิศ เทโร ต้นสังกัดที่แท้จริงอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็อยากจะขอบคุณ พี่เตี้ย ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้เลยก็ว่าได้"

แม้ว่าจะพา แอร์ฟอร์ซ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในสองปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรการกลับมายัง โปลิศ เทโร ครั้งนี้ เก้ง ก็ยังไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามเท่าที่ควร ผิดกับเพื่อนของเขาอย่าง นพพล พลคำ ที่กลับมาเป็นตัวหลักให้กับ โปลิศ เทโร ทันที จนทีมมีการเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชก็ทำให้โอกาสของ เก้ง กลับมาลงสนามเป็นตัวหลักของทีมได้สำเร็จแต่ก็ไม่อาจพาทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุด

"พอผมกลับมา โปลิศ เทโร ก็เหมือนเดิมคือกลับไปเป็นตัวสำรองอีกครั้ง ผมก็เข้าใจในสถานะตัวเองแม้ว่าสองปีกับ แอร์ฟอร์ซ ผมจะทำผลงานได้ดี แต่การเล่นกับ เทโร บนลีกสูงสุดและมีผู้เล่นชื่อดังหลายคนทำให้ผมต้องใช้เวลาส่วนใหญ่บนม้านั่งสำรอง บางช่วงผมไม่มีชื่อเลย 4-5 เกมติดก็มี จนเมื่อสถานการณ์ของทีมไม่ดีในลีกและมีการเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชจาก สก็อตต์ คูเปอร์ เป็น พี่อ้น รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ก็ทำให้ผมมีโอกาสกลับมาลงสนามมากขึ้นและเป็นตัวหลักของทีมได้สำเร็จ แต่ต้องยอมรับว่าปีนั้นไทยลีกมีการแข่งขันกันสูงมากเนื่องจากมีทีมตกชั้นถึง 5 ทีม สุดท้ายเราก็ไม่ใช่ทีมที่ดีพอในการอยู่รอด มันทำให้ผมกลับมานั่งคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร"

จากนั้น "เก้ง" สันติภาพ จันทร์หง่อม ก็มีชื่อเข้าๆออกๆทีมชาติไทย ทั้งยู-21 และยู-23 มาโดยตลอดแต่ครั้งที่เจ้าตัวรู้สึกผิดหวังมากที่สุดก็คือการหลุดจากทีมชาติไทย ชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2017 เพราะครั้งนั้นเจ้าตัวค่อนข้างพอใจผลงานส่วนตัว และหวังที่จะมีชื่อติดทีมชาติไทย แต่ก็ยอมรับการตัดสินใจของโค้ช

"ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ผมรู้สึกเสียใจมาก เพราะผมค่อนข้างมั่นใจในผลงานส่วนตัว และตั้งความหวังที่จะไปเล่นฟุตบอลซีเกมส์ให้ได้ แต่กลับมาโดนตัดชื่อก่อนเดินทาง ส่วนตัวก็เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโค้ช ที่ผ่านมาผมพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่ดีพอ ก็ทำได้เพียงก้มหน้าพัฒนาตัวเองต่อไป"

การต่อสู้บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของ เก้ง สันติภาพ จันทร์หง่อม มีทั้งเรื่องราวที่ผิดหวังและสมหวัง แต่เขาก็ยังมองโลกในแง่ดี และใช้สิ่งเหล่านั้นนำมาพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่แข็งแกร่ง จนมาถึงอีกหนึ่งช่วงเวลาของเขาเมื่อได้ย้ายไปร่วมทัพ "เดอะ แรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด อีกหนึ่งสโมสรยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย เขาจะรู้สึกอย่างไร ความสำเร็จและเป้าหมายสูงสุดในชีวิตนักฟุตบอลของเขาคืออะไร ต้องรอติดตามในตอนต่อไป